คำตอบของสนธิ ลิ้มทองกุล

Filed Under (News, Politics) by ron on 07-02-2008

Ronakorn: Thai SEO, SEM, SMM, SMO Service. | Everything, Anything and Nothing

sondhi limthongku

มีคำถามเกิดขึ้นมากมายว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมา สนธิ ลิ้มทองกุล หายไปไหน บางคนบอกว่าเขาหันไปเกี้ยเซียะกับทักษิณแล้ว เพราะกลัวอำนาจเก่ากลับมาเช็กบิลบางคนบอกว่า เขาป่วยหนัก เป็นอัมพาต และอีกสารพัดคำถามที่เกิดขึ้นในช่วงที่เขาเงียบหายไป

ก่อนที่จะไปฟังคำตอบ เราคงจะต้องบอกว่า วันนี้สนธิ ลิ้มทองกุล ยังมีความสุขสบายดี ไม่ใช่ว่าเขาไม่ห่วงชาติบ้านเมืองอีกแล้ว เขายังคงเฝ้ามองปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นของสังคมไทย และภายใต้ความสุขุมลุ่มลึกมากขึ้น เขาตกผลึกความคิดว่า เขาจะต้องหลีกหนีจากสภาพเหล่านี้ เพื่อชักชวนประชาชนให้มาร่วมสร้างสังคมใหม่ การเมืองใหม่

นี่คือ ความคิดและคำตอบต่อหลายคำถามของสนธิ ลิ้มทองกุล

การที่คุณสนธิหายไปในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีคนสงสัยว่าหายไปไหน ไปทำอะไรอยู่

จริงแล้วผมเก็บตัวเงียบตั้งแต่ก่อนที่ผมจะบวชแล้ว ผมจำได้ว่า ผมบวชวันที่ 8 พฤศจิกายน ผมก็หยุดทำรายการยามเฝ้าแผ่นดินไป สัก 2-3 อาทิตย์ก่อน คือตั้งแต่ต้นตุลาคมก็หยุดแล้ว ที่นี้พอผมไปบวชเสร็จแล้ว สึกออกมาประมาณเกือบๆ กลางเดือนธันวาคม เมื่อสึกออกมาแล้ว เมื่อสึกออกมาแล้ว มกราคม กุมภาพันธ์ ก็เกือบๆ 2 เดือน ผมก็ต้องยอมรับว่าผมอยู่ในช่วงของการพักผ่อน แล้วผมก็อยู่ในความรู้สึกสงบ ไม่อยากไปต่อล้อต่อเถียงกับใคร อาจจะเป็นเพราะผมได้อะไรจากการบวชเยอะมาก ทำให้ผมรู้สึกว่า กฎแห่งกรรมมันกำลังเริ่มทำงาน ใครทำกรรมอะไรไว้ก็ได้ไป แต่ว่าที่หยุดก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่ได้ใส่ใจใฝ่คว้าหาความรู้ ผมก็ศึกษาข้อมูลความรู้ต่างๆเพิ่มเติมเป็นเพียงแต่ว่า ความรู้ผมในตอนนี้ ค่อนข้างจะตกผลึกกว่าเมื่อก่อนเยอะ ผมมองไปที่ภาพรวม ผมมองไปที่ประเทศไทยทั้งประเทศ ผมไม่ได้มองไปที่คุณทักษิณเลย เพราะผมเห็นว่าคุณทักษิณเป็นเพียงตัวละคร ตัวละครหนึ่งในระบบทั้งระบบ ซึ่งผมมองว่าหลายๆคนมุ่งไปที่คุณทักษิณ คุณสุรยุทธ์ ที่คุณอภิสิทธิ์ มุ่งไปที่ตัวบุคลลมากกว่า แต่ว่าไม่ได้ไปดูว่า ที่เรามีคุณทักษิณขึ้นมา มีคุณสุรยุทธ์ขึ้นมา หรือปัญหาที่เราพูดถึง มันเป็นปัญหาองค์รวมของระบบมากกว่า ซึ่งถ้าผมจะก้าวเข้ามาสู่การวิพากษ์วิจารณ์ผมอยากจะให้มีการแก้ตรงที่ระบบเป็นองค์รวมมากกว่า ไม่นั้นแล้วเว้นไปสักพักเราก็จะเจอคนอย่างคุณทักษิณอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือ ความรู้สึกส่วนตัวที่ผมเป็นอยู่

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าที่คุณสนธิหายไปในช่วงนี้บางคนก็บอกว่าคุณสนธิป่วยหนัก บางคนก็ว่าคุณสนธิเกี้ยเซียะกับทักษิณเรียบร้อยแล้ว

มันไม่มีอะไรที่น่าประหลาดใจ คุณต้องเข้าใจว่า ผมเป็นอะไรที่ฝ่ายคุณทักษิณต้องการทำลายตลอดเวลา เช่นมีข่าวปล่อยว่าผมเป็นอัมพาตไปแล้ว อีกข่าวก็บอกว่า ผมไปเกี้ยเซียะคุณทักษิณ ผมไม่เคยโทร.ไปหาคุณทักษิณ และไม่เคยคิดที่จะพบคุณทักษิณ อย่างที่ผมเคยเรียนไว้ตั้งแต่ที่ผมสู้กับคุณทักษิณมาแรกๆคนก็ตั้งข้อสงสัยว่า ผมสู้จริงหรือเปล่า หรือสู้ที่จะเกี้ยเซียะ แต่ในที่สุดช่วงหลังคนก็เข้าใจแล้ว พอเข้าใจแล้วพอผมไม่ได้ออกมาแสดงบทบาทอะไร ก็มาเข้าใจอีกว่าผมจะไปเกี้ยเซียะกับคุณทักษิณอีก ถ้าดูผมต้องดูสื่อในเครือไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการ หรือเอเอสทีวี ธงของเราก็เหมือนเดิมไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียว อาจจะเป็นเพียงแต่ว่า อาจจะพูดว่า ผมมีความรู้สึกสงบมากขึ้นกว่าเก่า ผมมีความรู้สึกว่าทุกสิ่งสิ่งที่อย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงสิ่งสมมติไปหมด ผมก็เลยอยู่เฉยๆ แต่การที่อยู่เฉยๆ ไม่ใช่ว่า ผมไม่คิดที่จะทำอะไรให้ชาติบ้านเมือง ผมคิด คิดว่า คงไม่เกินเดือนสองเดือนนี้คงจะเห็นอะไรออกมา เพราะว่าผมกำลังอยู่ในช่วงที่ตกผลึกในทางความคิด คือสำหรับผมแล้ว มันหมดยุคหมดสมัยที่จะมานั่งวิพากษฺ์วิจารณ์กันวันต่อวันแล้ว หรือแม้กระทั่งอาทิตย์ต่ออาทิตย์ ผมต้องมองภาพรวมเป็นเรื่องใหญ่

เป็นเพราะว่าคุณสนธิกลัวอำนาจเก่าที่กลับมาจะเช็คบิลหรือเปล่า

ผมไม่เคยกลัวคุณทักษิณเลยแม้แต่นิดเดียว คนที่ว่าผมกลัวคุณทักษิณเลยแสดงว่า คนพวกนี้ซึ่งถ้าเป็นนักหนังสือพิมพ์ก็เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ไม่เคยตรวจสอบข้อมูลเก่าๆ ถ้าเป็นประชาชนหรือเป็นคนฝ่ายคุณทักษิณเนี่ย ก็แสดงว่าเป็นคนที่เข้าใจอะไรผิดเยอะแยะๆไปหมด ถ้าเป็นแฟนพันธมิตรผมก็เป็นคนที่เป็นห่วงผมมากจนเกินไป เพราะถ้ามองย้อนหลังแล้วในสมัยที่คุณทักษิณมีส.ส.อยู่ในมือตั้ง 377 คน แล้วก็มีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ ทั้งทหาร ทั้งตำรวจทุกอย่างภาคประชาชนก็อ่อนแอใช่ไหมครับ ผมก็ไม่ได้คิดว่าผมจะไปกลัวคุณทักษิณตอนนั้น ผมก็ยืนอยู่บนความถูกต้องใช้ธรรมนำหน้า เสี่ยงความเป็นความตายมาทุกอย่าง ผมก็ไม่กลัวคุณทักษิณ แล้ววันนี้คุณทักษิณมานั่งบงการอยู่ต่างประเทศ ผมจะไปกลัวคุณทักษิณทำไม แล้วภาคประชาชนก็เข้มแข้งมากขึ้น ตลอดจนคนที่ไม่ชอบคุณทักษิณประกาศตัวออกมาวันนี้ มีมากกว่าสมัยที่ผมสู้กับคุณทักษิณเป็นสิบๆเท่า ผมจะไปกลัวคุณทักษิณทำไม และอีกอย่างที่ผมไม่รู้ว่าจะไปกลัวคุณทักษิณทำไม คุณทักษิณก็คือ มนุษย์ มีสองมือสองเท้า มีสิบนิ้วมือ สิบนิ้วเท้า อีกไม่นานคุณทักษิณก็ต้องตาย ต้องแก่ตาย หรืออาจจะเป็นโรคอะไรตาย ผมก็ต้องตาย ทุกคนก็ต้องตายกันทั้งนั้น ผมจะไปกลัวคุณทักษิณทำไม ฉนั้นคนที่ไปพูดแบบนี้ พูดด้วยความไม่เข้าใจ แต่ผมเห็นใจเขานะ คือ เขาคิดเป็นสมการง่ายๆ คือ ฝนตกก็กลัวฝน ไม่อยากออกจากบ้าน จริงๆแล้วมันมีวิธีออกจากบ้านหลายวิธี ขึ้นรถไม่ต้องโดนฝน หรือเอาร่มกางได้หมดทุกอย่าง แต่เขาคิดแบบสูตรสำเร็จไง ว่าคุณทักษิณกลับมาจะต้องเช็กบิล ผมก็เลยกลัว ทำไมเขาไม่มองย้อนกลับไปตอนทักษิณมีอำนาจ ยิ่งใหญ่มากๆ ผมยังไม่กลัวเลย

สองสามวันก่อนที่มีข่าวว่าพันธมิตรมาคุยกัน จริงๆแล้วความเป็นพันธมิตรยังมีอยู่หรือไม่ หรือว่าจะเดินต่อไปอย่างไร

คือคุณสุริยะใส กตะศิลา คุณพิภพ ธงไชย ตลอดจนอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ คุณไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ตลอดจนคนอื่นๆ ก็แวะมาเยี่ยม คือ คิดถึงกัน วันนั้นก็นั่งกินข้าวเที่ยงกัน หัวเราะร่อต่อกระซิกกัน หัวเราะขำขันกันหลายเรื่อง พูดกันถึงเรื่องเก่าก็ยังขำกัน พูดถึงเรื่องใหม่ผมก็ยังบอกไปเลยว่า ในขณะนี้ผมมองไปอีกทิศทางหนึ่งแล้วว่าผมจะเดินทางต่อไปอย่างไร ผมจะให้ความรู้ประชาชนอย่างไร ผมบอกทุกคนว่า ผมจะเน้นในการให้ความรู้ให้ปัญญาประชาชนเพิ่มเติมมากขึ้น แล้วผมจะเน้นในการเชิญชวนหลายๆคนให้มาร่วมขบวนการสร้างชาติกับผม เพราะผมเห็นว่าการเมืองทุกวันนี้มันน่าจะขยะแขยง ตอนนี้ผมเลิกพูดถึงตัวบุคคลแล้ว เพราะว่าคุณทักษิณเป็นส่วนหนึ่งของความขยะแขยง และคุณทักษิณก็เป็นส่วนใหญ่ที่สร้างความขยะแขยงให้เกิดขึ้น ผมเลยเชิญชวนว่าพวกคุณจะทำอะไรก็ทำไป แต่ผมจะทำในด้านนี้ ก็สนุกสนานกันดี เฮฮากันดี ผมก็ยังรู้สึกว่าทุกคนยังขำขันกับหลายเรื่องเมื่อพูดถึงเรื่องเก่าๆ ก็มีอยู่แค่นี้เองครับ ไม่ได้พูดถึงเรื่องอะไรมากกว่านี้ แต่ทว่าพวกเรายังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ ที่พวกเรายึดถืออยู่ อย่างน้อยผมก็ค่อนข้างสบายใจได้ ว่า พวกเราเป็นคนไม่กี่คนในประเทศไทย ที่ไม่ถูกคุณทักษิณซื้อไป ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เดี๋ยวนี้หายากมาก เดี๋ยวนี้มีทั้งวีรบุรุษจอมปลอม ที่เราคิดว่าเป็นวีรบุรุษตัวจริง แต่เบื้องลึกแล้ว แต่ที่จริงแล้ว แอบรับเงิน แอบคอร์รัปชันอย่างมหาศาล แอบต่อสายกับคุณทักษิณ อย่าให้ผมเอ่ยชื่อเลยครับ

แล้วจะเป็นรูปแบบการออกมาชุมนุมกันอีก หรือว่ามีเงื่อนไขอะไรที่จะทำให้ออกมาชุมนุมบ้าง

ผมคิดว่าการชุมนุมจะมีหรือไม่มีมันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่จะเกิดขึ้น เงื่อนไขนั้นผมบอกไม่ได้ แต่ผมไม่ได้เบื่อการชุมนุม แต่ผมรู้สึกว่าขณะนี้บ้านเมืองมีกติกา ตราบใดที่พรรคพลังประชาชนหรือรัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้ใช้กติกามาบีบบังคับหรือกลั่นแกล้งคน หรือไม่ได้ใช้อำนาจรัฐเหมือนสมัยคุณทักษิณมากลั่นแกล้ง ผมเชื่อว่าการชุมนุมคงจะยาก แต่ทว่าตราบใดก็ตามที่มีการทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากล หรือไม่มีธรรมาภิบาล หรือไม่ใช้ธรรมนำหน้า หรือสร้างความขยะแขยงให้กับสังคมมากขึ้น ผมว่าถ้าภาคประชาชนติไป วิจารณ์ไปแล้วไม่แก้ไข ผมว่าการชุมนุมก็เกิดขึ้นได้เป็นของธรรมดา แต่ผมยังตอบให้ไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่าเงื่อนไขของการชุมนุมจะมีหรือไม่มีนั้น มันขึ้นอยู่กับการประพฤติปฏิบัติของรัฐบาลชุดนี้ ถ้ารัฐบาลนี้ทำทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหาให้กับคุณทักษิณไม่ได้แก้ปัญหาให้กับชาติบ้านเมือง อันนี้ก็แน่นอนที่สุดว่าจะต้องมีการชุมนุม

ที่คุณสนธิบอกว่าจะเน้นการให้ความรู้ให้ปัญญาประชาชนมีรูปธรรมที่ชัดเจนหรือไม่ว่าจะทำอย่างไร

ผมคิดว่าไปขายอนาคตให้กับคนไทย ผมอยากจะเดินไปพูดให้กับคนที่สนใจตามต่างจังหวัด ทุกๆจังหวัดโดยผมจะเน้นที่การให้องค์ความรู้ คือไม่ใช่ว่าผมจะไปพูดเพื่อจะไปด่าใคร หรือจะไปทะเลาะกับใคร คือ ผมกำลังบอกว่า เดินหนีอุจจาระสิ่งสกปรก ที่เป็นการเมืองทุกวันนี้กันดีไหม แล้วมาสร้างการเมืองใหม่ สร้างชาติใหม่ที่มันน่าอยู่กว่านี้ สร้างชาติใหม่ให้ลูกหลานเราได้อยู่ ให้ยืนอยู่บนผืนแผ่นดินไทยด้วยความเข้มแข็ง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตให้มีธรรมาภิบาล ให้มีคุณธรรม มีจริยธรรม ทำนักการเมืองให้โปร่งใส ทำนักการเมืองให้เป็นคนที่น่าเคารพนับถือไม่ใช่น่าขยะแขยงกันที่ดีไหม ผมคิดว่า ผมกำลังเสนอความคิดของการที่จะสร้างชาติขึ้นมาใหม่

รูปแบบจะเป็นอย่างไร

รูปแบบก็อาจจะเป็นการเปิดตัวไปเชิญคนมาฟังผมพูด ผมก็ขายความคิดของผม เหมือนที่ผมขายความคิดของผมตอนที่ผมต่อต้านคุณทักษิณ แต่งานนี้ไม่ใช่เพื่อต่อต้านคุณทักษิณแล้ว คุณทักษิณเป็นวัตถุโบราณสำหรับผมไปแล้ว คุณทักษิณเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ยังย่ำอยู่กับประวัติศาสตร์น้ำเน่าๆแบบนี้ น่าขยะแขงมากๆ ผมหนีออกมาจากตรงนั้นแล้ว ผมต้องการให้ประชาชนเห็นว่าเรามาสู่พื้นที่ใหม่ ที่สะอาด ที่หอมกรุ่น ที่มีจริยธรรม ที่มีศีลธรรมจะดีกว่า รูปแบบก็จะเป็นการเอาประชาชนที่สนใจ มาฟังผมพูดแล้วขยายเครือข่ายออกไปเรื่อยๆ

คือจะไปการเดินสายไปตามจังหวัดต่างๆ มากกว่า

จะพยายามทำแบบนั้น อันนั้น คือเหตุผลเลยที่ทำให้ผมต้องนิ่ง หยุดชั่วคราว เพื่อที่จะตกผลึกทางความคิดก่อนว่า ถ้าผมจะต้องพูดให้ความรู้ ให้ปัญญาประชาชน พ่อแม่พี่น้อง ผมจะเอาความรู้อะไรให้พวกเขาบ้าง ผมกำลังรวบรวมความคิดของผมให้ตกผลึกในที่สุด นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมผมถึงอยู่เงียบๆ

คุณสนธิเห็นความล้มเหลวของทุนนิยมแบบทักษิณเห็นความล้มเหลวของอมาตยาธิปไตยแบบสุรยุทธ์ คุณสนธิคิดว่าบ้านเมืองต่อไปควรจะเป็นอย่างไร

คือจริงๆทุนนิยมไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย แต่เราจะทำอย่างไรไม่ให้ทุนนั้นเป็นทุนสามานย์ ทุกคนต้องการใช้ทุนเหมือนกัน ที่สำคัญที่สุดคือทำอย่างไรให้คนตัวเล็กๆมีสิทธิ์เกิดได้ ทำอย่างไร ให้การแข่งขันมันเสรีจริงๆ ไม่ใช่คนตัวใหญ่รังแกคนตัวเล็ก หรือไม่ใช่เอาทุนมาแล้ว ใครทุนใหญ่กว่าก็กินรวบอย่างในกรณีสมัยคุณทักษิณเป็นทุนกินรวบ ผมอยากเห็นคนตัวเล็กๆ คนที่อยากสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง คนหนุ่มคนสาวที่เรียนจบมายืนบนลำแข้งของตัวเองได้ หรือผมอยากเห็นผู้ประกอบการเล็กๆมีสิทธิ์ที่จะเจริญเติบโตได้โดยที่จะไม่โดนทุนใหญ่รังแก และผมอยากให้คนชั้นกลางได้รับการดูแลอย่างจริงจัง ผมอยากให้คุณภาพการศึกษาที่ดีขึ้นกว่าเก่าในราคาที่ถูก หรือไม่ต้องเสียเงินเสียด้วยซ้ำ ผมอยากเห็นประชาชนไม่ว่าจะเป็นชนชั้นกลางคือตอนนี้ผมถือว่านอกจากเกษตรกรแล้ว คนจนแล้ว ชนชั้นกลางเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกละเลยมาตลอด แต่คนพวกนี้มีพลังมีพลานุภาพมหาศาล แต่ถูกบีบบังคับให้ลดถดถอยพลังของเขาไป จนกระทั่งพวกชนชั้นกลางกำลังเริ่มจะกลายเป็นคนจนไปแล้ว ทั้งที่ในข้อเท็จจริงคนพวกนี้ ข้อเท็จจริงแล้วเป็นคนที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติบ้านเมืองจริงๆ เพราะคนพวกนี้เป็นคนที่เสียภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมาย หลบเลี่ยงไม่ได้ แล้วรัฐบาลเอาภาษีของคนพวกนี้ไปจับจ่ายใช้สอย รัฐบาลอย่างเช่นพรรคพลังประชาชนหรือรัฐบาลทักษิณก็เอาเงินพวกนี้ไปสร้างนโยบายประชานิยม เพื่อให้เลือกพวกเขากลับเข้ามาเพื่อมาโกงกินต่อไป โดยที่เอาเงินทองจากเลือดเนื้อของคนชนชั้นกลางทั้งสิ้น ตรงนี้ครับต้องแก้ไข

หมายความว่าคุณสนธิจะเอาชนชั้นกลางเป็นประตู

ผมคิดว่าคนชั้นกลางจะต้องได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ เมื่อเขาเข้มแข้งแล้วเขาจะกลายเป็นสะพานที่เดินไปสู่คนจน รากหญ้าระดับล่างได้

มาถึงวันนี้คุณสนธิคิดว่าอะไรคือความผิดพลาดที่สุดของรัฐประหาร 19 กันยา

ผมคิดว่าการผิดพลาดมากที่สุดคือ ทหารที่ยึดอำนาจไปยังมองการเมืองแบบเดิมๆ เขามองว่าเมื่อเขายึดอำนาจแล้วเขาก็จะมีอำนาจรัฐ เมื่อมีอำนาจรัฐแล้ว ฝ่ายของคุณทักษิณก็จะไม่กล้าหือ แต่เขาลึกนึกไปว่า การให้ปัญญาประชาชนคืออาวุธที่สำคัญกว่าปากกระบอกปืนที่เขาใช้ เพราะฉนั้นแล้วก็เลยเกิดภาวการณ์ของคนเพียง 3-4 คนที่มองว่าเมื่อยึดอำนาจแล้ว เรื่องของขบวนการประชาชนทิ้งไปได้ ตอนนี้ทุกอย่างจบหมดแล้ว เพราะว่าอำนาจอยู่ในมือ คนพวกนี้เข้าใจผิดอย่างมหันต์ ประกอบกับคุณสุรยุทธ์ ซึ่งสำหรับผมแล้วผมคิดว่าเหตุการณ์ที่คุณทักษิณกลับมาได้ ไม่ใช่เป็นเพราะคมช.ฝ่ายเดียว ผมคิดว่า 70 เปอร์เซนต์เกิดจากคุณสุรยุทธ์ คุณสุรยุทธ์ คือตัวการที่ทำให้ประเทศชาติเป็นอย่างนี้ เพราะฉนั้นแล้วผมคิดว่า วันหนึ่งประวัติศาสตร์ต้องจารึกลงไปว่าคุณสุรยุทธ์คือ การที่ทำให้คุณทักษิณกลับมาได้อีกครั้งหนึ่ง และทำให้ประเทศชาติต้องมีการเมืองที่น่าขยะแขยง ทั้งหมดนี้เกิดจากคุณสุรยุทธ์

แล้วส่วนตัวคุณสนธิคิดว่า หลังการรัฐประหารแล้วเราไม่มีท่าทีที่ชัดเจน หรือต่อต้านการรัฐประหารถือเป็นความผิดพลาดหรือไม่

ไม่ใช่หรอก ผมมามองว่าการที่เมื่อเรามีรัฐประหารแล้ว ถ้าเขามีรัฐประหารเพื่อป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้น หรือเพื่อไม่ให้ความรุนแรงขยายตัวออกไปนี่ เขาก็มีความชอบธรรมในการทำระดับหนึ่ง แต่ความไม่ชอบธรรมของเขาคือ เมื่อเขารัฐประหารแล้ว เขาไม่ได้ทำอะไรต่อไปเลย เขายังคงสถานภาพเดิมๆไว้เหมือนเดิม ถ้าอย่างนั้นเขาไม่ควรรัฐประหารเลยแม้แต่นิดเดียว นั่นคือข้อผิดพลาดของเขา

แต่มีข้อกล่าวหาว่าเราเป็นคนออกบัตรเชิญให้ทหารเข้ามา

เขาจะพูดอย่างไรก็ได้ แต่ในข้อเท็จจริงเราไม่รู้เรื่องอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว

ที่มา: ผู้จัดการรายวัน

Related Posts

Post a comment